ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในระลอกแรก ถือเป็นการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นครั้งแรกเช่นเดียวกัน ก่อนหน้านี้จะเห็นว่าบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการรับมือกับโรคระบาดต่าง ๆ เช่น ไข้เลือดออก พิษสุนัขบ้า ไข้หวัดใหญ่ หรือบทบาทในการรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น อุทกภัย วาตภัย และอัคคีภัย หากแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในครั้งนี้นับเป็นเรื่องใหม่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่เคยดำเนินการมาก่อน ซึ่งเป็นการดำเนินบทบาทในการรับมือและการจัดการกับภัยพิบัติทางชีวภาพหรือภัยพิบัติทางด้านสาธารณสุขในระดับชุมชน ดังนั้นประเด็นดังกล่าวนี้นำไปสู่การสำรวจบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับการจัดการวิกฤติท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในระลอกแรกที่ผ่านมานี้ว่ามีกลไกการบริหารจัดการในระดับท้องถิ่นอย่างไรบ้าง ดังนี้
ประมาณเดือนมกราคม 2563 ภายหลังจากที่รัฐบาลได้ประกาศยกระดับการรับมือกับไวรัสโควิด-19 ครั้งใหญ่เพื่อป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสทั่วประเทศ โดยออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินให้ทุกฝ่ายเตรียมพร้อมรับมืออย่างทันท่วงที ประเด็นสำคัญต่อมาคือ เริ่มเห็นคำสั่ง มาตรการ และข้อปฏิบัติต่าง ๆ มากมายจากส่วนกลาง กระทรวง กรม ที่ลงมาสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เร่งรับมือเชิงรุกในระดับพื้นที่ ตั้งแต่การเฝ้าระวัง การป้องกัน และการระงับยับยั้งการระบาดของไวรัส แน่นอนว่าบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่สังเกตุเห็นจนคุ้นชินในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกแรกไม่ว่าจะเป็นการจัดอบรมผลิตหน้ากากอนามัยและเจลล้างมือ การสำรวจข้อมูลกลุ่มเฝ้าระวังและกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ การตั้งจุดสกัดจุดตรวจคัดกรองผู้เดินทางเข้าออกในพื้นที่ การแจกจ่ายถุงยังชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน การจัดอบรมให้ความรู้การป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส เช่น การฉีดพ่นฆ่าเชื้อ การจัดพื้นที่เว้นระยะห่าง ฯลฯ ดังนั้น บทบาทการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในช่วงการแพร่ระบาดระลอกที่ 1 จึงเป็นการดำเนินมาตรการและแนวทางการควบคุมโรคติดต่อตามหนังสือสั่งการของกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานระดับจังหวัด รวมถึงการดำเนินมาตรการควบคุมโรคติดต่อตามแนวทางรัฐบาลกำหนด
นอกจากนี้กลไกการดำเนินมาตรการและแนวทางควบคุมโรคติดต่อขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังได้อาศัยอำนาจตามกฎหมายจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดำเนินการด้านสาธารณสุขและการป้องกันโรคติดต่อในชุมชน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
– พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 อาศัยความตามมาตรา 16 (19) ระบุว่า ให้เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล และเมืองพัทยา มีอำนาจหน้าที่ในการสาธารณสุข การอนามัยครอบครัว และการรักษาพยาบาล (29) การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มาตรา 17 (22) ระบุว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดมีอำนาจหน้าที่ในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
– พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 และที่แก้ไขเพิ่มเติม อาศัยอำนาจตามมาตรา 45 (8) ระบุว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดมีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการภายในเขตองค์การบริหารส่วนจังหวัดในการจัดทำกิจการใด ๆ อันเป็นหน้าที่ของราชการส่วนท้องถิ่นอื่นที่อยู่ในเขตองค์การบริหารส่วนจังหวัด ประกอบด้วยกฎกระทรวง (พ.ศ. 2541) ที่ออกตามความในพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 (14) และ (17) ระบุให้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดดำเนินกิจการป้องกันและบำบัดโรค และการส่งเสริมและแก้ไขปัญหาการประกอบอาชีพ อันเป็นกิจการที่ราชการส่วนท้องถิ่นอื่นสมควรให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดร่วมดำเนินการ
– พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 และที่แก้ไขเพิ่มเติม อาศัยอำนาจตามมาตรา 50 (4) ระบุว่า เทศบาลมีอำนาจหน้าที่ในการป้องกันและระงับโรคติดต่อ มาตรา 54 (7) จัดกิจกรรมซึ่งจำเป็นเพื่อการสาธารณสุข และมาตรา 56 (3) ระบุว่า กิจการอย่างอื่นที่จำเป็นเพื่อการสาธารณสุข
– พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติมอาศัยความตามมาตรา 67 (3) ระบุว่า องค์การบริหารส่วนตำบลมีอำนาจหน้าที่ในการป้องกันและระงับโรคติดต่อ และ (4) ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
จะเห็นได้ว่า กลไกการบริหารราชการในช่วงสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 จะอาศัยกลไกรัฐส่วนกลางเป็นหลัก จากนั้นจึงมอบนโยบายผ่านกลไกกระทรวง กรม จังหวัด แล้วจึงลงมาสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามลำดับ ทำให้บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับการแก้ไขปัญหาสถานการณ์โควิด-19 ในพื้นที่ จึงเป็นเพียงการเข้าร่วมสนับสนุนและการดำเนินงานตามคำสั่ง/มาตรการ/แนวทางของรัฐส่วนกลางและอยู่ภายใต้การควบคุมของการบริหารราชการส่วนภูมิภาค (จังหวัดและอำเภอ) อีกทอดหนึ่งเท่านั้น
การจัดการวิกฤติโควิด-19 ระลอกแรกขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนับเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง เพราะต้องทำงานท่ามกลางความต้องการของประชาชนในพื้นที่ และต้องทำงานท่ามกลางการป้องกันโรคติดต่อในชุมชนภายใต้แนวทางและมาตรการจากรัฐส่วนกลางแบบเดียวกันกับที่ใช้บังคับร่วมกันในทุกพื้นที่ ซึ่งแนวทางและมาตรการดังกล่าวปราศจากการเข้าใจถึงความหลากหลายของผู้คนและปัญหาในแต่ละพื้นที่ เช่น การจัดการกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในชุมชนเมืองขนาดใหญ่ เมืองขนาดเล็ก เมืองชนบท ที่มีการกระจายตัวของเชื้อไวรัสที่แตกต่างกันไป โดยเมืองขนาดใหญ่จะพบจำนวนผู้ติดเชื้อค่อนข้างเยอะกว่าเมืองขนาดเล็กหรือเมืองชนบท หากแต่การดำเนินมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดกลับเป็นแนวทางควบคุมเดียวกัน ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งของการจัดบริการสาธารณสุขของชุมชนที่แตกต่างกันไป
นอกจากนี้การมอบอำนาจโดยรัฐส่วนกลางผ่านกระทรวงหรือกรมไปที่หน่วยงานระดับจังหวัดโดยตรง แต่ไม่ได้มอบอำนาจไปที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นหน่วยงานในระดับพื้นที่ให้สามารถจัดการกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้อย่างคล่องตัวมากนัก ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงไม่ได้เป็นหน่วยงานหลักในการจัดการกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในระดับพื้นที่ หากแต่ทำหน้าที่เป็นเพียงหน่วยงานสนับสนุนการทำงานของราชการส่วนภูมิภาคและดำเนินการตามคำสั่งของรัฐส่วนกลางเท่านั้น ผลที่ตามมาทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนและตอบสนองต่อปัญหาในพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที ด้วยเหตุนี้ในการระบาดของโควิด-19 ระลอกแรกจึงเห็นบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในฐานะหน่วยงานสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาโรคระบาดและการป้องกันโรคติดต่อในพื้นที่เท่านั้น
ที่มา : สถาบันพระปกเกล้า. (2564). รายงานสถานการณ์ การกระจายอำนาจ ประจำปี พ.ศ. 2564 : บทสำรวจว่าด้วยบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับการจัดการวิกฤติโควิด-19. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า.
