การพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารการคลังทางด้านการรายจ่าย[1]
การบริหารจัดการงบประมาณที่ดีของ อปท. จะช่วยสร้างประสิทธิภาพการบริหารการคลังที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนผู้ที่รับบริการของ อปท. ซึ่งสามารถกระทำได้โดย
1) การควบคุมอัตราการเพิ่มของรายจ่าย ของ อปท. ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายควบคู่กันไปด้วย กล่าวคือ[2]
(1) การควบคุมอัตราการเพิ่มรายจ่ายของ อปท. นั้นในทัศนะของสุพัฒน์จิตร ลาดบัวขาวเห็นว่า “เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่าผู้บริหารท้องถิ่นที่มาจากนักการเมืองท้องถิ่นมีแข่งขันกันการให้บริการสาธารณะเพื่อสร้างฐานคะแนนนิยมของตนเองกับประชาชนในท้องถิ่น โดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสมจากการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) หรือการมีขนาดของบริการสาธารณะที่เหมาะสมภายในท้องถิ่น โดยมักจะมีแนวโน้มจัดบริการสาธารณะท้องถิ่นขนาดใหญ่เกินความสามารถทางการคลังของท้องถิ่น ซึ่งอาจส่งผลต่อวินัยทางการคลังของท้องถิ่นและส่งผลต่อการจัดสรรรายจ่ายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำให้เกิดการสูญเสียทรัพยากรของท้องถิ่นและทรัพยากรภายในประเทศจากการไม่มีประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรดังกล่าว ดังจะพบได้จากโครงการการพัฒนาท้องถิ่นจะจัดทำโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเกือบทั้งหมด จึงทำให้ประชาชนไม่พึ่งพาตนเองคอยรับแต่ความช่วยเหลือจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนั้นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยควบคุมการเพิ่มรายจ่ายของ อปท. ก็คือหากโครงการใดหรือภาระหน้าที่ใดที่ประชาชนสามารถทำได้ด้วยตนเองแล้ว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรทำหน้าที่เพียงจัดสรรงบประมาณไปให้ประชาชนทำการแทนเพื่อให้ประชาชนได้มีหน้าที่รับผิดชอบโดยไม่ต้องรอการจัดบริการจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่เพียงอย่างเดียว อันจะนำไปสู่การเพิ่มรายจ่ายของ อปท. อย่างไม่มีที่สิ้นสุด”
(2) การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายของ อปท. ในทางปฏิบัตินั้นการกำหนดสัดส่วนรายจ่ายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยทั่วไปจะมีรายจ่าย 2 ประเภทหลัก ได้แก่ 1) รายจ่ายประจำ เช่น เงินเดือน ค่าจ้างประจำ ค่าตอบแทน ค่าใช้สอยและวัสดุ ค่าสาธารณูปโภคและเงินอุดหนุน เป็นต้น 2) รายจ่ายเพื่อการลงทุน เป็นรายจ่ายเพื่อการพัฒนา เช่น รายจ่ายค่าครุภัณฑ์ ที่ดิน สิ่งก่อสร้าง เป็นต้นซึ่งในข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายของ อปท. จำเป็นต้องมีงบประมาณในส่วนนี้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 อนึ่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ได้กำหนดสัดส่วนรายจ่ายประจำขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่เกินร้อยละ 40 แต่กลับพบว่า รายจ่ายประจำที่เกิดขึ้นจริงจะมีสัดส่วนสูงกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องใช้วิธีการหลบเลี่ยงเพื่อไม่ให้ผิดระเบียบกฎหมาย เช่น การใช้วิธีการจ้างเหมา เป็นต้น ลักษณะดังกล่าวทำให้งบประมาณที่คงเหลือสำหรับการพัฒนาท้องถิ่นจึงมีอยู่น้อย ดังนั้นการควบคุมการเพิ่มรายจ่ายประจำของ อปท. อาจทำได้โดยวิธีการงดรางวัลประจำปีสำหรับพนักงานของ อปท.และนำไปเพิ่มในส่วนของรายจ่ายเพื่อการลงทุน
2) การปฏิรูปเชิงสถาบัน[3] เป็นวิธีการที่รัฐบาลสามารถดำเนินการได้ทันทีโดยใช้สถาบันทางการบริหารหรือทางฝ่ายนิติบัญญัติ การดำเนินนการปฏิรูปสถาบันทางการบริหารและ/หรือนิติบัญญัติอาจไม่มีกระทบต่อระดับอุปสงค์โดยรวมของประเทศโดยตรง แต่จะเป็นกลไกทางการบริหารจัดการกลไกหนึ่งที่จะช่วยในการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารการคลังทางด้านการรายจ่ายให้สูงขึ้น เช่น การผลักดันให้มีการเสนอ พระราชบัญญัติการเงินการคลังภาครัฐ พ.ศ…เข้าสู่การพิจารณาของฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นต้น[4]
[1] รองศาสตราจารย์ ดร.เฉลิมพงศ์ มีสมนัย รองศาสตราจารย์ทางรัฐประศาสนศาสตร์ สาขาวิชาวิทยาการจัดการ มสธ. บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ มสธ. ไม่อนุญาตให้มีการทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่ผลงานโดยไม่ได้รับความยินยอมจาก มสธ.และ ห้ามการกระทำทางการค้าทุกรูปแบบและทุกลักษณะหรือการกระทำที่มีส่วนสนับสนุนให้เกิดการละเมิดลิขสิทธิ์
[2] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน สุพัฒน์จิตร ลาดบัวขาว.(2562). “การคลังท้องถิ่น: สภาพปัญหา และแนวทางแก้ไข” ในวารสารรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ปีที่ 11 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน 2563): หน้า 189-214.สาระสังเขปออนไลน์ สืบค้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2565. จากเว็บไซต์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/polscicmujournal/article/download/157525/165720/
[3] สถาบันในที่นี้หมายถึง องค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยของรัฐด้านการบริหารคือรัฐบาลและด้านนิติบัญญัติคือรัฐสภาเท่านั้น
[4] รัฐสภา (2560) “บันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสำคัญ ของร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยรายได้ พ.ศ. …” สาระสังเขปออนไลน์ สืบค้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2565 จากเว็บไซต์.ttps://www.parliament.go.th/ewtadmin/ewt/elaw_parcy/ewt_dl_link.php?nid=1034
