การพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารการคลังทางด้านการบริหารหนี้สาธารณะ

การพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารการคลังทางด้านการบริหารหนี้สาธารณะ[1]

      1. การพัฒนาประสิทธิภาพด้านการบริหารหนี้สาธารณะ[2] กระทำได้โดย

                             1) การเพิ่มรายได้รัฐ ที่ดำเนินการอย่างเป็นธรรมและมีเป้าหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ระหว่างประชาชนกลุ่มต่าง ๆ) เช่น การจัดระบบภาษีให้มีลักษณะอัตราก้าวหน้า (progressive) และตรงตามหลักความเสมอภาคทางภาษี และมีการเพิ่มภาษีใหม่ ๆ โดยเฉพาะจากฐานทรัพย์สิน

                             2) วางแผนการใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง โดยที่ใช้จ่ายเพื่อสร้างฐานทางสังคมและเศรษฐกิจ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำอย่างแท้จริงในสังคม และ 

                             3) การบริหารหนี้สาธารณะอย่างโปร่งใส โดยใช้วิธีการวางแผนระยะปานกลางถึงยาว (5 ปีเป็นอย่างน้อย) บริหารภาระทางการคลังอย่างเหมาะสม 

          2. การเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารเงินคงคลัง เงินคงคลังซึ่งเป็นปริมาณหรือจำนวนเงินเงินที่เป็นรายได้เหลือจ่ายสะสมจากการดำเนินงานของ อปท. ที่สะสมไว้ในคลัง ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เงินส่วนนี้ อปท.สามารถนำแนวทางการบริหารเงินคงคลังของรัฐบาลมาประยุกต์ใช้ได้ตามแต่สถานการณ์ในช่วงเวลานั้น ๆ  ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารเงินคงคลังนั้นโดยหลักการแล้วยอดเงินคงคลังจะต้องมีจำนวนไม่น้อยเกินไปจนเป็นปัญหาต่อการเบิกจ่ายตามปกติของหน่วยราชการในสังกัดของ อปท. และจะต้องมีไม่มากจนเกินไปซึ่งจะทำให้เกิดความสูญเปล่าจากประโยชน์จากเงินคงคลังในส่วนนี้ เพราะ อปท. เช่น อบจ. บางแห่งยังมีภาระเกี่ยวกับเงินกู้จากกองเงินทุนสะสมขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (ก.ส.อ.) หรือเทศบาลบางแห่งอาจกู้เงินจากเงินทุนส่งเสริมกิจการเทศบาล(ก.ส.ท.) ดังนั้นการถือเงินสดเหล่านี้ไว้ทั้งที่มีภาระเกี่ยวกับเงินกู้อยู่ย่อมจะทำให้ต้องเสียค่าดอกเบี้ยที่ต้องชำระให้แก่เงินกู้ ดังนั้น อปท.อาจนำเงินคงคลังส่วนที่มากเกินกว่าการเบิกจ่ายตามปกติของส่วนราชการไปชำระเงินกู้ซึ่งจะทำให้ อปท.ไม่จำเป็นต้องเสียค่าดอกเบี้ยที่เกิดจากเงินกู้โดยไม่จำเป็น แต่ทั้งนี้จะต้องดำเนินการภายใต้ข้อกำหนดของกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

          3. การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสินทรัพย์ การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสินทรัพย์ของ อปท.นั้น จะขอเริ่มจากความหมายของสินทรัพย์ เสียก่อน สินทรัพย์ของ อปท.จะเป็นสินทรัพย์ที่เป็นพัสดุของ อปท. ที่ประกอบด้วยวัสดุ ครุภัณฑ์ต่าง ๆ นั้น ในมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ได้ให้ความหมายไว้ว่า พัสดุ หมายความว่า สินค้า งานบริการ งานก่อสร้าง งานจ้างที่ปรึกษาและงานจ้างออกแบบหรือควบคุมงานก่อสร้าง รวมทั้งการดำเนินการอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง แยกย่อยได้ดังนี้

                   1. พัสดุที่เป็นสินค้า ประกอบด้วยวัสดุ ครุภัณฑ์ สิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นใดรวมทั้งงานบริการที่รวมอยู่ในสินค้านั้นด้วย แต่มูลค่าของงานบริการนั้นจะต้องไม่สูงกว่าสินค้านั้น

                   2. .งานบริการ ประกอบด้วยงานจ้างบริการ งานจ้างเหมาบริการ งานจ้างทำของและการรับขน(ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์)จากบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล แต่ไม่รวมถึงการจ้างลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ การรับขนในการดเดินทางไปราชการ หรือไปปฏิบัติราชการของหน่วยงานของรัฐ งานจ้างที่ปรึกษา งานจ้างออกแบบหรือควบคุมงานก่อสร้างและการจ้างแรงงาน(ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์)

                   3. งานก่อสร้าง ประกอบด้วยงานก่อสร้างอาคาร งานก่อสร้างสาธารณูปโภค การปรับปรุงซ่อมแซม

                   4. งานจ้างที่ปรึกษา ประกอบด้วยงานจ้างบริการจากบุคคลธรรมดาหรือนินิบุคคลเพื่อให้เป็นผู้ให้คำปรึกษาหรือแนะนำแก่หน่วยงานของรัฐในด้านวิศวกรรมศาสตร์ สถาปัตยกรรม ผังเมือง กฎหมาย เศรษฐศาสตร์ การเงิน การคลัง สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สาธารณสุข ศิลปะวัฒนธรรม การศึกษาวิจัย หรือด้านอื่นที่อยู่ในภารกิจของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐ

                   5. งานจ้างออกแบบและควบคุมงาน ประกอบด้วย งานจ้างบริการจากบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลเพื่ออกแบบหรือควบคุมงานก่อสร้าง

                   ในการบริหารสินทรัพย์ดังกล่าวข้างต้นให้เกิดประสิทธิภาพนั้น อปท.จะต้องดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ ได้แก่ การกำหนดนโยบายในการบริหารพัสดุ การวางแผนเกี่ยวกับการบริหารพัสดุ การประมาณการความต้องการใช้พัสดุ การจัดหาพัสดุตามที่ได้วางแผนไว้ การเก็บ การบันทึก และการเบิกจ่ายพัสดุที่ได้จัดหามาให้เกิดประโยชน์สูงสุด การควบคุมการบริหารพัสดุให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกำหนดไว้ การบำรุงรักษาและการตรวจสอบการบริหารพัสดุให้เป็นไปตามหลักการและกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการบริหารพัสดุ และการจำหน่ายพัสดุเมื่อได้ดำเนินการใช้พัสดุจนหมดความจำเป็นที่จะต้องใช้ต่อไปอีกแล้ว และเช่นเดียวกับการบริหารเงินคงคลังการบริหารสินทรัพย์ของ อปท.จะต้องดำเนินการภายใต้ข้อกำหนดของกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

          4. การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการคลังโดยการกระจายอำนาจทางด้านการคลัง

                   ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารการคลังอีกแนวทางหนึ่งสำหรับประเทศที่ใช้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีก็คือการการกระจายอำนาจทางการคลังจากส่วนกลางไปยังส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นเพื่อให้สอดคล้องกับการกระจายอำนาจทางการครองจากการบริหารราชการส่วนกลางไปยังส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น[3]

                   เมื่อการกระจายอำนาจทางการคลังเป็นเรื่องที่จำเป็นและมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อการดำเนินงานขององค์กรภาครัฐทั้งในส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น ดังนั้นจึงควรทำความเข้าใจในเรื่องนี้ ดังต่อนี้

                   1. เงื่อนไขในการกระจายอำนาจทางการคลัง สำหรับหลักเกณฑ์บางประการที่เป็นตัวกำหนดขอบเขตของการกระจายอำนาจทางการคลัง ได้แก่ 1) ความจริงใจของรัฐบาลกลาง 2) ความสามารถในการบริหารการคลังของหน่วยการปกครองท้องถิ่น 3) เงื่อนไขทางด้านการเมือง 4) เงื่อนไขทางด้านเศรษฐกิจ

                   2. เป้าหมายในการกระจายอำนาจทางการคลัง ในการกระจายอำนาจทางการคลังให้แก่ท้องถิ่นมีจุดมุ่งหมายที่สำคัญคือ 1) จุดมุ่งหมายทางด้านเศรษฐกิจและสังคม เช่น เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะให้แก่ประชาชนเกิดประสิทธิภาพสูงสุด 2) จุดมุ่งหมายทางด้านการเมือง เช่น เพื่อเป็นรากฐานต่อการพัฒนาทางการเมือง 3) จุดมุ่งหมายทางด้านการบริหาร เช่น เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระทางด้านการเงินของรัฐบาล

                   3 ประเภทของการกระจายอำนาจทางด้านการคลัง แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ การกระจายอำนาจทางด้านรายได้ เช่น ภาษีอากร เช่น ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีป้าย ภาษีบำรุงท้องที่ อากรฆ่าสัตว์ อากรรังนกอีแอ่น เป็นต้น และการกระจายอำนาจทางด้านรายจ่าย เช่น การกระจายอำนาจทางด้านรายจ่ายให้แก่ท้องถิ่นมีอำนาจการตัดสินใจที่จะใช้จ่ายเงินของตนเองอย่างแท้จริง และใช้เงินอุดหนุน ได้แก่ เงินอุดหนุนแบบทั่วไปหรือเงินอุดหนุนแบบเฉพาะกิจ  เงินอุดหนุนแบบให้เปล่าหรือแบบร่วมสมทบและเงินอุดหนุนแบบให้เป็นเปอร์เซ็นต์หรือเป็นหน่วย เป็นต้น


[1]  รองศาสตราจารย์ ดร.เฉลิมพงศ์ มีสมนัย รองศาสตราจารย์ทางรัฐประศาสนศาสตร์ สาขาวิชาวิทยาการจัดการ มสธ. บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ มสธ. ไม่อนุญาตให้มีการทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่ผลงานโดยไม่ได้รับความยินยอมจาก มสธ.และ ห้ามการกระทำทางการค้าทุกรูปแบบและทุกลักษณะหรือการกระทำที่มีส่วนสนับสนุนให้เกิดการละเมิดลิขสิทธิ์

[2] ในปัจจุบันหนี้สาธารณะของ อปท. เกิดจากการที่ อบจ.กู้เงินจาก กองทุนสะสมขององค์การบริหารส่วนจังหวัด(ก.ส.อ.) หรือ การที่เทศบาลกู้เงินจาก เงินทุนส่งเสริมกิจการเทศบาล(ก.ส.ท.) เพื่อนำมาใช้ลงทุนในกิจการของ อบจ. หรือ เทศบาล แต่ อบต.ไม่สามารถกู้เงินจากกองทุนทั้ง 2 ประเภทนี้ได้

[3]สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับการกระจายอำนาจทางด้านการคลังสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ในหน่วยการสอนที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น