การบริหารจัดการแบบเครือข่าย : ปัจจัย ความสำคัญ ลักษณะการกำเนิด

การบริหารจัดการแบบเครือข่าย : ปัจจัย ความสำคัญ ลักษณะการกำเนิด[1]

ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการสร้างเครือข่าย  ด้วยเหตุที่ต้องการให้การดำเนินงานอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือการดำเนินภารกิจใดภารกิจหนึ่งให้บรรลุเป้าหมาย ดังนั้นบุคคล กลุ่มคน หรือองค์การจำเป็นต้องสร้างเครือข่ายขึ้นมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินงาน สร้างวิธีการทำงานบนหลักการ “ร่วมด้วย ช่วยกัน” อันจะเป็นพลังผลักดันให้การดำเนินงานบรรลุเป้าหมายได้ดีกว่า ใช้เวลาดำเนินงานที่สั้นกว่า และสามารถใช้ทรัพยากรในการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพสูงกว่าที่แต่ละบุคคล กลุ่มคน หรือองค์การดำเนินงานแต่เพียงลำพัง สำหรับเหตุผลและความจำเป็นที่จะต้องสร้างและพัฒนาเครือข่ายมีดังต่อไปนี้

1) สภาพแวดล้อมและสถานการณ์ของปัญหา การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและส่งผลไปถึงความสามารถในการดำเนินงานของบุคคล กลุ่มคน หรือองค์การให้สัมฤทธิผลได้ยากขึ้น การเปลี่ยนแปลงบางอย่างสร้างโอกาสให้เกิดผลสัมฤทธิ์ แต่การเปลี่ยนแปลงบางอย่างสร้างภัยอุปสรรคในการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายด้วยเช่นกัน ผลจากการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมในประการหลังนี้ทำให้จำเป็นต้องสร้างเครือข่ายเพื่อร่วมกันทำงานให้สามารถเอาชนะภัยอุปสรรคที่เกิดขึ้นได้  ทำให้การทำงานบรรลุเป้าหมายที่ดีกว่า นอกจากนี้ผลจากการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมยังมีผลต่อเนื่องไปถึงสถานการณ์ของปัญหาที่องค์การประสบอยู่ในขณะนั้นๆ ด้วย บางครั้งอาจทำให้ปัญหามีความซับซ้อนมากขึ้น มีความยุ่งยากในการแก้ไขปัญหาสูงมากขึ้น ดังนั้นการสร้างเครือข่ายขึ้นมาจะช่วยให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ดีกว่าการแก้ไขปัญหาแต่เพียงลำพัง

                                    2) การประสานผลประโยชน์ ผลประโยชน์ที่เกิดจากความสำเร็จในการทำงานย่อมเป็นที่ต้องการของทุกคน ทุกฝ่าย ในหลายกรณีการทำงานให้สำเร็จแต่เพียงลำพังอาจเกิดขึ้นได้ยาก หรือจำเป็นต้องใช้เวลานานและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากขึ้น ผลประโยชน์เกิดขึ้นอาจไม่ทันการณ์กับความต้องการใช้ หรือสิ้นเปลืองงบประมาณแบบ “ได้ไม่คุ้มเสีย” ด้วยเหตุนี้การสร้างเครือข่ายขึ้นมาและร่วมกันดำเนินงานจึงเป็นวิธีการที่ดีกว่า เพรานอกจากจะช่วยให้ทำงานได้สำเร็จมากขึ้น ใช้เวลาสั้นลง สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่ากับสิ่งที่ได้รับแล้ว ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะเกิดแก่ทุกฝ่ายและมีความพึงพอใจในประโยชน์ที่ตนเองได้รับ

                                    3) การสร้างพื้นที่ทางสังคม การร่วมมือกันทำงานให้เกิดผลสำเร็จจากกลไกการสร้างเครือข่ายนั้นถือได้ว่าเป็นกิจกรรมทางสังคมอย่างหนึ่งและสามารถสร้างพื้นที่ทางสังคมให้เกิดขึ้นได้ การร่วมด้วยช่วยกันของสมาชิกเครือข่ายจะทำให้สามารถระดมทรัพยากรและความคิดความเห็นจากทุกฝ่ายซึ่งจะทำให้การแก้ไขปัญหาหรือการดำเนินงานอย่างใดอย่างหนึ่งประสบผลสำเร็จ การสร้างพื้นที่ทางสังคมจึงเป็นความจำเป็นอย่างหนึ่งของการสร้างเครือข่าย ทั้งนี้เพราะว่า การสร้างพื้นที่ทางสังคมจะเป็นกลวิธีหนึ่งที่จะทำให้กลุ่มต่าง ๆ ภายในสังคมที่มีความต้องการเหมือนๆ กัน หรือคล้ายคลึงกัน มีความคิดความเชื่อ หรืออุดมคติมารวมตัวกัน พบปะ ปรึกษาหารือ แลกเปลี่ยนทัศนะต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารสารสนเทศต่างๆ ระหว่างกัน เช่น การใช้เวทีการประชุมของเครือข่ายในการระดมความคิดเห็นและทรัพยากรต่างๆ เพื่อดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมาย พื้นที่ทางสังคมจึงเป็นหัวใจที่สำคัญของการสร้างเครือข่ายให้เกิดขึ้นได้และร่วมกันทำงานในท้ายที่สุด

                                    4) การใช้สิทธิและอำนาจของประชาชน การสร้างพื้นที่ทางสังคมจะเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการสร้างเครือข่าย กล่าวคือการที่ผู้ร่วมเครือข่าย เช่น ประชาชนฝ่ายต่างๆ ได้ใช้พื้นที่ทางสังคมในการแสดงออกไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอปัญหาให้เข้าสู่การรับรู้ของสังคมแล้ว การเสาะแสวงหาความรู้ การแสดงความจำนงในการขอรับทรัพยากรที่จำเป็นต้องใช้ในการดำเนินงาน และแนวทางการดำเนินงานและวิธีปฏิบัติที่ดีกว่าสำหรับการดำเนินงานตามภารกิจให้บรรลุเป้าหมาย การกระทำดังกล่าวนี้จะทำให้ประชาชนได้ใช้สิทธิและอำนาจ(empowerment) ของตนเองต่อเครือข่ายทั้งในส่วนที่เป็นการร้องขอในสิ่งที่ขาด หรือให้การช่วยเหลือสนับสนุนสิ่งที่ตนเองมีแก่สมาชิกเครือข่ายอื่นๆ ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วจะทำให้พันธกิจของเครือข่ายบรรลุเป้าหมาย

ความสำคัญของเครือข่าย  ในทัศนะของพระมหาสุทิตย์ อาภากโร[2]ได้แสดงให้ เห็นว่าเครือข่ายมีความสำคัญในหลายๆ ด้าน กล่าวคือ

                                    1) การเพิ่มโอกาสในการแก้ไขปัญหา มีปัญหาหลายประการที่ยากจะแก้ไขให้ลุล่วงไปแม้ว่าจะมีเครือข่ายในการแก้ไข ทั้งนี้เนื่องจากปัญหาที่เครือข่ายประสบอยู่นั้นเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับบุคคล กลุ่มคน หรือองค์กรอื่นเป็นจำนวนมาก จึงมีความจำเป็นที่จะต้องร่วมด้วยช่วยกันจากทุกภาคส่วนจึงจะแก้ไขได้สำเร็จ การรวมกลุ่มและการประสานงานกับภาคีที่เกี่ยวข้องจะช่วยสร้างและเพิ่มโอกาสในการแก้ไขปัญหา ทั้งนี้ เนื่องจากมีการระดมความคิดเห็นและความร่วมมือจากฝ่ายต่างๆ จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาให้สำเร็จได้อย่างเป็นรูปธรรม ตรงกันข้ามหากไม่มีการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายแล้วโอกาสในการแก้ไขปัญหาให้ประสบความสำเร็จอาจน้อยลงไป ทั้งนี้เนื่องจากการขาดแนวร่วมในการดำเนินงาน

                                    2) เกิดกระบวนการเรียนรู้ การทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายจะก่อให้เกิดการถ่ายเทและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันให้เกิดขึ้น มีการถ่ายทอดความรู้จากฝ่ายต่างๆ ที่เป็นผู้รู้ไปยังสมาชิกอื่นๆ ของเครือข่าย ส่งผลให้ฝ่ายต่างๆ เกิดความรู้ มีความสามารถ มีทักษะ มีประสบการณ์และเกิดความเชี่ยวชาญการทำงานของตนเพิ่มมากขึ้น การเกิดขึ้นของความรู้ใหม่ๆ  การรับทราบวิธีการปฏิบัติงานใหม่ๆ  และการมีแนวร่วมใหม่ๆ จะทำให้ทุกภาคส่วนมีพลังอำนาจ(empowerment)ในตนเองสูงขึ้น อันจะส่งผลให้สามารถสร้างความความสำเร็จในการปฏิบัติในส่วนที่ตนรับผิดชอบให้เกิดขึ้นได้

                                    3) เกิดอำนาจหรือพลังในการทำงาน สิ่งนี้เป็นผลที่เกิดขึ้นของการทำงานแบบเครือข่ายซึ่งกิจกรรมในกระบวนการของเครือข่ายจะทำให้สมาชิกเกิดการเรียนรู้อย่างกว้างขวางเพิ่มมากขึ้น การที่สมาชิกเครือข่ายมีความรู้ความสามารถ ทักษะ ประการณ์และความชำนาญในการทำงานเพิ่มพูนขึ้นย่อมก่อให้เกิดอำนาจหรือพลังความสามารถในการทำงานไดสำเร็จสูงขึ้น สิ่งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หรือเกิดขึ้นได้ยากหากเป็นบุคคล หรือกลุ่มบุคคลทำงานแต่ตามลำพัง เกิดอำนาจหรือพลังในการทำงานของสมาชิก จึงถือว่าเป็นความสำคัญอีกประการหนึ่งของการทำงานแบบเครือข่าย

                                    4) เกิดการพึ่งพาตนเอง ผลจากการมีพลังและอำนาจในตนเองจากการเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายย่อมทำให้สมาชิกของเครือข่ายสามารถพึ่งพาตนเองได้และเกิดความมั่นใจว่าตนเองมีศักยภาพที่จะสามารถทำงานในส่วนที่ตนเองรับผิดชอบได้สำเร็จ

                                    5) เกิดกระบวนการผลักดันเชิงนโยบาย การรวมกลุ่มกันเป็นองค์กรถือเป็นพลังสำคัญในการผลักดันให้รัฐบาลที่เป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยทางการบริหารเกิดการยอมรับปัญหาหรือความต้องการของเครือข่ายและนำไปกำหนดเป็นนโยบายหรือเป็นวาระแห่งชาติที่รัฐจะต้องดำเนินการแก้ไข ดังนั้นการสร้างเครือข่ายจึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ผลักดันให้ปัญหาหรือความต้องการของกลุ่มหรือเครือข่ายกลายเป็นนโยบายที่รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการแก้ไข มีการจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณให้กับนโยบาย ซึ่งจะส่งผลให้เครือข่ายมีทรัพยากรในการดำเนินงานเพิ่มมากขึ้นและสิ่งนี้จะผลักดันให้การดำเนินงานของเครือข่ายบรรลุเป้าหมาย

                                    6) เกิดการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ในสังคมของไทยนั้นอาจกล่าวได้ว่าเครือข่ายที่เกิดขึ้นเกือบทั้งหมดจะเป็นเครือข่ายในเชิงพื้นที่ที่กลุ่มประชาชนในพื้นที่นั้นๆ ได้ร่วมกันก่อตั้งขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งของตนเอง เช่น เครือข่ายสิ่งแวดล้อม ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน หรือการแก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจาการใช้ประโยชน์ของฝ่ายต่างๆ โดยปราศจากการป้องกันหรือแก้ไขที่ถูกต้อง ปัญหาเหล่านี้ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้คนเป็นจำนวนมาก ดังนั้นผู้คนในสังคมจึงกระตุ้นให้ภาคส่วนต่างๆ ร่วมกันสร้างเครือข่ายเพื่อการแก้ไขปัญหาโดยใช้ทรัพยากรที่เครือข่ายมีอยู่ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรมนุษย์ ความรู้หรือภูมิปัญญาท้องถิ่นซึ่งเป็นทุนทางสังคมของชุมชน แต่ทว่าการนำทรัพยากรของสังคมมาใช้เพื่อการแก้ไขปัญหาของเครือข่ายจะต้องเป็นการกระทำอย่างชาญฉลาด และใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าผ่านกระบวนการของเครือข่าย

ลักษณะการกำเนิดของเครือข่าย จากการศึกษาพบว่าเครือข่ายต่างๆ  มีจุดเริ่มต้น หรือถูกสร้างขึ้นมาด้วยวิธีการต่างๆกัน สามารถแบ่งชนิดการเกิดขึ้นของเครือข่ายได้ 3 ลักษณะใหญ่ ๆ ดังนี้[3]

1. เครือข่ายที่เกิดโดยธรรมชาติ เครือข่ายลักษณะนี้จะเกิดจากการที่บุคคล กลุ่มคน หรือองค์การมีความเห็น ความเชื่อ หรือค่านิยมที่ตรงกัน ทำงานคล้ายคลึงกัน หรือประสบกับสภาพปัญหาเดียวกันมาก่อน ดังนั้น บุคคล กลุ่มคน หรือองค์การจึงเข้ามารวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและประสบการณ์  ร่วมกันแสวงหาวิธีการหรือแนวทางการดำเนินงานใหม่ๆ ที่ดีกว่าเพื่อแก้ไขปัญหา หรือความต้องการในการดำรงอยู่ของกลุ่มสมาชิกในเครือข่ายจะเป็นแรงกระตุ้น หรือตัวเร่งเร้าที่เกิดขึ้นภายในตัวสมาชิกเอง เครือข่ายลักษณะนี้มักเกิดขึ้นในพื้นที่หรือในชุมชนที่มีความเป็นเครือญาติ หรือเป็นคนในชุมชนด้วยกัน หรือมาจากภูมิลำเนาเดียวกันที่มีความคิด ความเชื่อ วิถีชีวิต วัฒนธรรม ความเป็นอยู่คล้ายคลึงกัน ฯลฯ  มาอยู่รวมกันเป็นเครือข่าย โดยในระยะแรกอาจจัดตั้งเป็นชมรม เป็นสมาคม หรือองค์การที่มีกิจกรรมร่วมกันมาก่อน เมื่อมีสมาชิกเข้าร่วมเพิ่มมากขึ้นจึงขยายพื้นที่ดำเนินการออกไป หรืออาจมีการขยายเป้าหมาย/วัตถุประสงค์ของกลุ่มมากขึ้น ในที่สุดก็พัฒนาขึ้นเป็นเครือข่ายเพื่อให้ครอบคลุมต่อความต้องการของสมาชิกได้กว้างขวางขึ้น เครือข่ายที่เกิดขึ้นในลักษณะนี้ มักใช้เวลาในสร้างเครือข่ายที่ยาวนาน แต่ทว่ามักจะเป็นเครือข่ายที่มีความยั่งยืน เข้มแข็ง และมีแนวโน้มที่จะขยายตัวใหญ่ขึ้น

2. เครือข่ายจากการจัดตั้ง เครือข่ายที่เกิดขึ้นในลักษณะนี้มักจะมีความเกี่ยวพันกับนโยบายหรือการดำเนินงานขององค์กรภาครัฐเสียเป็นส่วนใหญ่  การจัดตั้งเครือข่ายที่ใช้กลไกของรัฐผลักดันจะทำให้เกิดเครือข่ายที่เป็นรูปธรรมได้เร็ว และส่วนมากภาคีหรือสมาชิกที่เข้าร่วมเครือข่ายมักจะไม่ได้มีพื้นฐานมาจากความต้องการ ความคิด ความเข้าใจ หรือมุมมองในการจัดตั้งเครือข่ายที่ตรงกันมาก่อน แต่จะเข้ามาร่วมกันเป็นเครือข่ายเพื่อการทำงานเฉพาะกิจ หรืองานชั่วคราวเสียมากกว่า ทำให้เครือข่ายที่เกิดขึ้นในลักษณะนี้มีจุดอ่อนในเรื่องของความต่อเนื่อง และมักจะล้มเลิกไปในที่สุดเมื่อภารกิจบรรลุเป้าหมาย  การจะทำให้เครือข่ายที่เกิดขึ้นจากการก่อตั้งลักษณะนี้ยังคงอยู่ต่อไปได้สมาชิกเครือข่ายจะต้องได้รับการชี้นำที่ดี มีการดำเนินงานเป็นขั้นตอนที่ถูกต้องและเหมาะสม จนสามารถสร้างความพลังอำนาจหรือ empowerments และสร้างความผูกพันระหว่างสมาชิกจนนำไปสู่การพัฒนาเป็นเครือข่ายที่แท้จริงต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากลุ่มสมาชิกจะยังคงรักษาสถานภาพของเครือข่ายไว้ได้ แต่ทว่าจะมีแนวโน้มที่จะลดขนาดของเครือข่ายลงจากการการก่อตั้งกลุ่มในระยะแรก

3. เครือข่ายจากการวิวัฒนาการ หากการก่อตั้งเครือข่ายมิได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติตั้งแต่แรก และไม่ได้เกิดจากการจัดตั้งโดยตรงแต่มีกระบวนการพัฒนาเครือข่ายด้วยวิธีการต่างๆ ที่ผสมผสานกันอยู่ โดยเริ่มที่บุคคล กลุ่มคน หรือองค์กรมารวมกันด้วยวัตถุประสงค์กว้างๆ มีการสนับสนุนกันและกัน มีการเรียนรู้ไปด้วยกัน แม้ว่าในอาจจะยังไม่ได้สร้างเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์เฉพาะที่ชัดเจนนัก หรือเป็นเครือข่ายที่เกิดจากการจุดประกายความคิดจากภายนอกเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นการได้รับรู้ รับทราบ หรือการไปได้เห็นการดำเนินงานของเครือข่ายอื่นๆ มาก่อน แล้วเกิดความคิดที่จะรวมตัวกัน สร้างพันธะสัญญาเป็นเครือข่ายช่วยเหลือและพัฒนาตนเอง เครือข่ายที่เกิดขึ้นในลักษณะดังกล่าวนี้แม้ว่าจะไม่ได้เกิดจากแรงกระตุ้นภายในเครือข่ายโดยตรงตั้งแต่แรก แต่ถ้าหากสมาชิกมีความตั้งใจจริงที่เกิดจากจิตสำนึกที่ดี  เมื่อได้รับการกระตุ้นและสนับสนุน จากภายนอกก็จะสามารถพัฒนาเครือข่ายต่อไปจนกลายเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็งได้เช่นเดียวกับเครือข่ายที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ 


[1] เฉลิมพงศ์ มีสมนัย รองศาสตราจารย์ทางรัฐประศาสนศาสตร์ สาขาวิชาวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

[2] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน พระมหาสุทิตย์ อาภากโร (อบอุ่น).(2548). “เครือข่าย ธรรมชาติ ความรู้และการจัดการ” กรุงเทพฯ : โครงการเสริมสร้างการเรียนรู้เพื่อชุมชนเป็นสุข.

[3]   ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน พระมหาสุทิตย์ อาภากโร (อบอุ่น).(2548). “เครือข่าย ธรรมชาติ ความรู้และการจัดการ” กรุงเทพฯ: โครงการเสริมสร้างการเรียนรู้เพื่อชุมชนเป็นสุข.