การบริหารการจัดการแบบเครือข่าย : เครื่องมือสำหรับการจัดการปกครองสาธารณะแนวใหม่

การบริหารจัดการแบบเครือข่าย : เครื่องมือสำหรับการจัดการปกครองสาธารณะแนวใหม่[1]

                        การจัดการปกครองสาธารณะแนวใหม่ซึ่งเป็นกระบวนทัศน์ในการบริหารรัฐกิจแนวใหม่จะมีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ส่วนคือ ส่วนที่  1  การกระจายอำนาจสู่รัฐบาลท้องถิ่นและภาคประชาสังคม  ส่วนที่ 2  การมีส่วนร่วมการจัดทำบริการสาธารณะจากภาคส่วนต่างๆ  และ และส่วนที่ 3 การ ดำเนินงานด้านการให้บริการสาธารณะของภาคส่วนต่างๆ ในรูปแบบของเครือข่าย ดังนั้นในการนำนโยบายสาธารณะโดยเฉพาะการจัดบริการสาธารณะไปสู่ประชาชน หรือการนำนโยบายไปปฏิบัติ (policy implementation) ตามกระบวนทัศน์การจัดการปกครองสาธารณะแนวใหม่นั้นจำเป็นต้องมีการดำเนินการร่วมกันของภาคส่วนต่างๆ ในรูปแบบของเครือข่ายซึ่งจะต้องมีวิธีการดำเนินงานด้วยวิธีการบริหารหรือการจัดการเครือข่ายที่ถูกต้องและเหมาะสม

ในเรื่องการบริหารหรือการจัดการเครือข่ายนี้ นันธิดา จันทร์ศิริ[2] เห็นว่าการจัดการเครือข่าย เป็นแนวคิดการบริหารจัดการแบบใหม่ (new governance) ที่มีความแตกต่างจากการบริหารหรือจัดการของรัฐในยุคเดิมที่เน้นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลแบบสายการบังคับบัญชา (hierarchy) ซึ่งมีลักษณะของการสั่งการ มีความไม่เท่าเทียมกันทางอำนาจ ก่อให้เกิดมีฐานะของบุคคลในองค์การโดยฝ่ายหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาและและอีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาเกิดขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายจึงเป็นความสัมพันธ์แบบไม่เท่าเทียม(inequality relationship) โดยที่ต่างฝ่ายต่างมีอำนาจหน้าที่แตกต่างกันตามความสูงต่ำของระดับตำแหน่งในการบังคับบัญชาแบบลำดับชั้น”

ดังนั้นการทำงานร่วมกันของสมาชิกเครือข่ายทั้งสองฝ่ายจึงต้องมีการแบ่งบทบาท ความรับผิดชอบ ขอบเขตของอำนาจหน้าที่ และวิธีการปฏิบัติงานที่แตกต่างกันซึ่งเป็นรูปแบบที่แตกต่างไปจากการจัดการเครือข่ายที่ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบของอำนาจหน้าที่ให้เป็นรูปแบบของความสัมพันธ์ที่เท่าเทียมกัน(equality relationship) ของตัวกระทำที่หลากหลาย (diverse actors) ซึ่งมีคุณลักษณะความสัมพันธ์ทั้งในลักษณะที่หลายองค์กรที่มีความแตกต่างกันในด้านของทรัพยากรและศักยภาพขององค์การมาร่วมมือกันดำเนินงานภายใต้เป้าหมายอย่างเดียวกัน โดยที่แต่ละองค์กรไม่ได้สูญเสียความเป็นอิสระในการจัดการองค์กรของตนเอง ไม่มีโครงสร้างของสายการบังคับบัญชา ไม่มีการแข่งขันภายในเครือข่าย มีแต่ความสัมพันธ์ในเชิงร่วมมือกัน (Collaboration) ในการตัดสินใจจัดการบางอย่าง ทั้งนี้จึงมีความแตกต่างไปจากสายการบังคับบัญชาในรูปแบบเดิม และตลาด (market) ที่มีตัวกระทำที่หลากหลายในตลาดซึ่งเน้นการแข่งขันกัน และไม่มีสายการบังคับบัญชา

ความหมายของเครือข่าย เมื่อกล่าวถึงคำว่าเครือข่าย (Network) จะเป็นที่เข้าใจกันในเบื้องต้นว่า เครือข่าย คือ การที่บุคคล  กลุ่ม หรือองค์การเชื่อมโยงเข้าด้วยกันเพื่อการทำการสิ่งใดสิ่งหนึ่งร่วมกัน การเชื่อมโยงของบุคคล กลุ่มของคน หรือกลุ่มองค์กรเข้าด้วยกันจะเกิดจากสมัครใจ เมื่อร่วมกันเป็นเครือข่ายแล้วก็จะมีการแลกเปลี่ยนข่าวสารระหว่างกัน หรือร่วมกันทำกิจกรรมเพื่อบรรลุเป้าหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง การจัดทำกิจกรรมร่วมกันนั้นจะต้องมีการจัดระเบียบความสัมพันธ์ของฝ่ายต่าง ๆ ว่าใครจะทำอะไร อย่างไร มีขอบเขตการทำงานมากน้อยแค่ไหนซึ่งกำหนดสิ่งต่างๆ เหล่านี้ให้เกิดขึ้นถือได้ว่าเป็นการจัดโครงสร้าง(organizational structure) ความสัมพันธ์ของบุคคล กลุ่มคน หรือองค์การในเครือข่ายเข้าด้วยกัน มีความเท่าเทียมกันภายใต้พื้นฐานของความเคารพสิทธิ ซื่อสัตย์  และ เอื้ออาทรซึ่งกันและกันโดยยึดหลักความเป็นอิสระของฝ่ายต่างๆ อนึ่ง คำว่าเครือข่ายนี้ยังมีการเรียกชื่อของคำคำนี้ในชื่ออื่นๆ อีก เช่น กลุ่มชาวบ้าน องค์กรภาคประชาชน องค์กรชุมชน เครือข่ายภาคประชาชนและ เครือข่ายทางสังคม[3]

                              จากการศึกษาความหมายหรือคำนิยามของคำว่าเครือข่ายอย่างเป็นทางการนั้น สมพันธ์            เตชะอฺธิก ได้ให้ความหมายของเครือข่ายในมุมมองของนักสังคมศาสตร์ไว้ว่า เครือข่าย [4]หมายถึง “บุคคล หรือกลุ่มองค์กรหลายๆ องค์กรที่มีแนวคิด เป้าหมาย วิธีการทำงาน กิจกรรมที่คล้ายคลึงกันหรือสนใจ(เหมือนๆ กัน) มารวมตัวกันเพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน รวมทั้งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันและกัน เป็นการพัฒนาความรู้ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น หรือร่วมกันให้เกิดพลัง มีอำนาจต่อรอง นำไปสู่ความยุติธรรมของสังคมและร่วมกันทำให้บรรลุตามเป้าหมายของเครือข่าย”

                              ในบางทัศนะของนักวิชาการบางคนมีมุมมองเครือข่ายในลักษณะของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล หรือภาคส่วนต่างๆ ที่เข้าร่วมกันเพื่อทำกิจกรรมหรือทำงานที่เป็นเครือข่าย สำหรับทัศนะของเครือข่ายในทางสังคมวิทยานั้น พิมพวัลย์ ปรีดาสวัสดิ์และวาทินี บุญชะลักษี[5] ได้ให้ความหมายของเครือข่ายไว้ว่า เครือข่าย หมายถึง “สายใยของความสัมพันธ์ทั้งทางตรงและทางอ้อมระหว่างบุคคล คนหนึ่งกับบุคลอื่นๆ อีกหลายคนหรือความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างกันและกันของบุคคลต่างๆ ที่อยู่ในเครือข่ายนั้น เป็นความสัมพันธ์ในทุกๆ ด้านที่บุคคลทั้งหมดในเครือข่ายได้ติดต่อกันโดยมีพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์คือการไปมาหาสู่เยี่ยมเยียนกันกัน ปรึกษาหารือกัน การช่วยเหลือซึ่งกันและกันเป็นต้น”

                            นอกจากนี้ยังมีบุคคลบางคนบางกลุ่มมองเครือข่ายในลักษณะของพฤติกรรม บทบาทและอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละคนแต่ละฝ่ายที่ร่วมกันทำงานหรือการทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งร่วมกัน เช่น นันทิยา หุตานุวัตรและณรงค์ หุตานุวัตร[6] ได้กล่าวว่า เครือข่าย หมายถึง “การรวมตัวกันของกลุ่มที่มีการประสานงานหรือทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง มีระยะเวลานานพอสมควร มีวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายร่วมกันและหากบรรลุวัตถุประสงค์หนึ่งแล้วก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ใหม่ก็ได้” จากคำนิยามของเครือข่ายในมุมมองนี้เห็นว่า การรวมตัวของกลุ่มเป็นเครือข่ายนั้นเป็นพัฒนาการของการรวมพลังของคนซึ่งก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ เสริมสร้างความสามารถในการบริหารจัดการเอื้อให้เกิดการแลกเปลี่ยนผลผลิตและค้าขายระหว่างสมาชิกในเครือข่าย เกิดการสะสมทรัพยากรและเงินทุน เกิดการสร้างอำนาจทางการตลาด และสามารถใช้เป็นจุดขายได้ ที่สำคัญก็คือเป็นการเพิ่มพลังการต่อรองเพื่อแก้ไขปัญหาที่เผชิญอยู่หรือเพื่อพึ่งพาตนเองได้เพิ่มมากขึ้น

                          นอกจากคำนิยามหรือความหมายของคำว่าเครือข่ายที่กล่าวข้างต้นแล้ว วริศธิ์นันย์ เสือทอง และ ณัฐธยาน์ รังสีธนานนท์[7] ได้ให้ความหมายของคำว่าเครือข่ายไว้ว่า เครือข่าย “หมายถึงความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงระหว่างสมาชิกซึ่งอาจเป็นบุคคลต่อบุคคล บุคคลต่อกลุ่ม กลุ่มต่อกลุ่ม เครือข่ายต่อเครือข่าย กลายเป็นเครือข่ายย่อย(sub network)ใต้เครือข่ายใหญ่ ในการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายไม่ได้เป็นเพียงการวมตัวกันโดยทั่วไปแต่มีเป้าหมายในการทำกิจกรรมร่วมกัน ทั้งที่เป็นครั้งคราวหรืออาจเป็นกิจกรรมที่ต่อเนื่อง มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันจึงเป็นการเชื่อมโยงคนที่มีความสนใจร่วมกันให้นำไปสู่การลงมือร่วมกันทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยเป้าหมายและจุดประสงค์เดียวกัน”.

                       จากความหมายของคำว่าเครือข่ายดังกล่าวมานี้จะพบว่าเครือข่ายจะมีลักษณะที่สำคัญ 3 ประการคือ[8]

1. ความสัมพันธ์ต้องเป็นไปโดยสมัครใจ นั่นหมายถึงว่าบุคคล กลุ่มบุคคล องค์การ หรือภาคส่วนต่าง ๆ ที่ทำกิจกรรมร่วมกันเพื่อบรรลุเป้าหมายอย่างใดอย่างหนึ่งจะเกิดจากความสมัครใจ ปราศจากการบังคับ ไร้เงื่อนไข หรือใช้วิธีจูงใจโน้มน้าวโดยสมาชิกไม่ยินยอมไม่ได้

2. การทำกิจกรรมจะต้องมีลักษณะและแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมกันไม่ว่าจะเป็นความรู้ ทักษะ ทรัพยากร การบริหารหรือการจัดการ หรือสิ่งต่างๆ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการทำงานหรือกิจกรรมร่วมกันก็จะต้องมีการกำหนดบทบาท อำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบของแต่ละคน แต่ละฝ่ายไว้ให้ชัดเจนว่าใครจะต้องทำอะไร อย่างไร ช่วงเวลาไหน ในสถานที่ใด ฯลฯ ก็ตาม ก็จะต้องมีความเท่าเทียมกันในการทำงานหรือกิจกรรมร่วมกัน จะไม่มีผู้ใด กลุ่มไหน หรือองค์กรใดมีฐานะและความสำคัญเหนือกว่าผู้อื่นหรือมากกว่าผู้อื่น โดยทุกคน ทุกฝ่ายจะมีความเสมอภาคและเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง

3. การเป็นสมาชิกของเครือข่ายจะต้องไม่มีผลกระทบต่อความเป็นอิสระหรือความเป็นตัวของตัวเองของบุคคล กลุ่ม หรือหรือองค์กรนั้น ๆ แต่อย่างใด นั่นหมายถึงว่า สมาชิกของเครือข่ายสามารถทำงานหรือดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งได้โดยอิสระตามวิธีการและรูปแบบของตน นอกจากนี้การจะเข้า-ออกจากการเป็นสมาชิกของเครือข่ายสามารถกระทำได้โดยอิสระปราศจากการบังคับหรือการคุกคามใดๆ

อนึ่ง การเชื่อมโยงของบุคคล กลุ่ม หรือองค์การเข้าด้วยกันในลักษณะของเครือข่ายจะต้องได้รับการพัฒนาไปสู่ระดับของการลงมือทำงานหรือกิจกรรมร่วมกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายร่วมกันด้วย นั่นหมายถึงว่า เครือข่ายต้องมีการจัดระบบให้ บุคคล กลุ่มบุคคล หรือองค์กรที่ร่วมเป็นเครือข่ายสามารถดำเนินกิจกรรมร่วมกันเพื่อทำให้จุดมุ่งหมายที่เห็นพ้องต้องกันสัมฤทธิผล โดยที่อาจเป็นกิจกรรมเฉพาะกิจ (ad hoc) ตามความจำเป็น เมื่อปฏิบัติภารกิจบรรลุเป้าหมายแล้ว ภาคส่วนต่างๆ ในเครือข่ายก็สามารถยุบเลิก หรือสลายเครือข่ายไปหรือดำเนินการต่อเนื่องไปยังงานหรือกิจกรรมอื่นๆ ได้ เช่นหากมีความจำเป็นหรือมีภารกิจใหม่ก็อาจหวนกลับมารวมตัวกันเป็นเครือข่ายใหม่ก็ได้ หรือจะอาจพัฒนาไปเป็นเครือข่ายที่ดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่องในระยะยาวก็ได้เช่นกัน

                        อย่างไรก็ตามยังมีการรวมตัวกันของบุคคลที่เป็นเครือข่ายบางลักษณะ เช่น เครือข่ายเทียม (pseudo network)  หมายถึง เครือข่ายชนิดที่ผู้คนพากันเข้าใจผิดติดว่าเป็นเครือข่าย ทั้งๆ ที่ไม่ใช่เครือข่ายตามคำนิยามที่กล่าวไว้ข้างต้น แต่เกิดจาการหลงผิดคิดไปว่าเป็นเครือข่าย ทั้งที่โดยแท้จริงแล้วเป็นแค่การชุมนุมพบปะสังสรรค์ระหว่างสมาชิก โดยที่ต่างคนต่างก็ไม่ได้มีเป้าหมายดำเนินงานร่วมกัน และไม่ได้ตั้งใจที่จะทำกิจกรรมร่วมกันให้สัมฤทธิผลแต่อย่างใด แต่เป็นการรวมกลุ่มแบบ “เฮโลสาระพา” หรือ รวมกันตามกระแสนิยมที่ไม่มีวัตถุประสงค์ชัดเจน เครือข่ายในลักษณะดังกล่าวในตอนหลังมานี้จะไม่ถือว่าเป็นเครือข่ายตามความหมายของคำว่าเครือข่ายที่กล่าวมาข้างต้นแต่อย่างใด

องค์ประกอบของเครือข่าย  การจะพิจารณาว่าการรวมกันของบุคคล กลุ่มบุคคล หรือองค์การจะเป็นเครือข่ายได้หรือไม่นั้น อาจใช้คำนิยามของเครือข่ายเพื่อกำหนดองค์ประกอบของเครือข่ายขึ้นมาและสามารถใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาความเป็นเครือข่ายของการรวมกลุ่มของฝ่ายต่างๆ ได้ สำหรับองค์ประกอบของเครือข่ายที่กำหนดจากคำนิยามหรือความหมายดังกล่าวข้างต้นจะพบว่าประกอบด้วย

1. ผู้เข้าร่วมเป็นเครือข่ายจะต้องมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน (common vision) โดยมีความเชื่อและมุมมองต่อภาพในอนาคตตรงกันหรือคล้ายคลึงกันจากการร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์ร่วมที่เป็นผลจากการเห็นพ้องต้องกันของฝ่ายต่างๆ นั่นเอง

2. ผู้เข้าร่วมเป็นเครือข่ายจะต้องมีความสนใจหรือมีผลประโยชน์ร่วมกัน (mutual interests/benefits) นั่นคือทุกคนทุกฝ่ายจะต้องได้รับผลประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นผลประโชยน์ที่รูปธรรม หรือนามธรรมก็ได้ และสมาชิกเครือข่ายมีพึงพอใจในประโยชน์ที่ได้รับเหล่านั้นด้วยหลังจากการดำเนินงานหรือการปฏิบัติกิจกรรมของเครือข่ายบรรลุเป้าหมาย

3. ผู้เข้าร่วมเป็นเครือข่ายจะต้องมีการรับรู้และมุมมองที่เหมือนกัน (common perception) เช่นในมุมมองของเป้าหมาย มุมมองของวิธีการดำเนินงานหรือการทำกิจกรรมร่วมกัน มุมมองจากผลงานที่เกิดจากการดำเนินกิจกรรมหรือการทำงานร่วมกัน

4. ผู้เข้าร่วมเป็นเครือข่ายจะต้องสร้างการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของทุกคนในเครือข่าย (stakeholders participation) ในลักษณะของการร่วมด้วยช่วยกันด้วย

5. ผู้เข้าร่วมเป็นเครือข่ายจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กันในเชิงแลกเปลี่ยน (interaction) ซึ่งอาจเป็นการแลกเปลี่ยนในเรื่องความรู้ความสามารถ ทักษะ ประสบการณ์ และสมรรถนะการทำงานระหว่างกันของสมาชิกเพื่อสร้างความเท่าเทียมกันและถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการร่วมกันทำงานให้บรรลุเป้าหมาย

6. ผู้เข้าร่วมเป็นเครือข่ายจะต้องมีการเสริมสร้างความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน (complementary relationship)  อาจเป็นการสร้างการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือหลากหลายเรื่องราวก็ได้

7. ผู้เข้าร่วมเป็นเครือข่ายจะต้องมีการเกื้อหนุนพึ่งพากันและกัน (interdependent) โดยที่ต่างคนต่างฝ่ายอาจมีความรู้ความสามารถ ทักษะ ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการงานที่แตกต่างกันก็ตาม แต่เมื่อทำงานร่วมกันจะแบ่งปันและประสานความแตกต่างเหล่านั้นให้กลายเป็นพลังร่วมในการสร้างความสำเร็จในการทำงานหรือกิจกรรม

นอกจากนี้ในทัศนะของสุทิตย์,พระมหา อาภากโร(อบอุ่น) เห็นว่าเครือข่ายที่มีประสิทธิผลนั้นจะต้องเป็นเครือข่ายที่มีองค์ประกอบที่สำคัญดังต่อไปนี้ปรากฏอยู่ด้วยเสมอ องค์ประกอบของเครือข่ายดังกล่าวได้แก่[9]

                        1. หน่วยชีวิตหรือสมาชิก จะต้องมีปฏิสัมพันธ์กัน หน่วยชีวิตและสมาชิกจะต้องร่วมกันดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งให้บรรลุเป้าหมาย โดยที่แต่ละคน แต่ละฝ่ายต่างมีหน้าที่และความรับผิดชอบต่องานหรือภารกิจของตน พร้อมทั้งมุ่งมั่นที่จะสร้างความสำเร็จในการกิจหรืองานที่ตนเองต้องปฏิบัติ เครือข่ายใดจะมีหน่วยชีวิตหรือสมาชิกมากน้อยเพียงใดนั้นจะขึ้นอยู่กับประเด็นปัญหาหรือความต้องการของเครือข่าย ความยุ่งยาก ความซับซ้อนและขอบเขตของปัญหา ความมากน้อยและความหลากหลายของงานหรือกิจกรรมที่ต้องทำร่วมกัน

                        2. จุดมุ่งหมาย องค์ประกอบนี้ถือว่าเป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญยิ่ง สมาชิกของเครือข่ายจะต้องมีความเข้าใจในจุดมุ่งหมายตรงกัน มีความมุ่งมั่นที่จะทำให้เป้าหมายสัมฤทธิผล จุดมุ่งหมายอาจกว้างหรือแคบแตกต่างกันไปในบริบทต่างๆ เช่น เครือข่ายต้องการแก้ไขปัญหาความยากจนของประชาชนจะเป็นปัญหาใหญ่ที่การแก้ไขต้องใช้เวลานาน ต้องการใช้ทรัพยากรเป็นจำนวนมาก และต้องการความมุ่งมั่นและความร่วมมือร่วมมือร่วมใจของสมาชิกเครือข่ายในระดับสูงจึงจะแก้ไขปัญหานี้ให้ลุล่วงไปได้

                        3. การทำหน้าที่อย่างมีจิตสำนึก การทำหน้าที่อย่างมีจิตสำนึกของสมาชิกเครือข่ายเป็นอีกองค์ประกอบที่มีความสำคัญ การมีจิตสำนึกของสมาชิกเครือข่ายจะทำให้การดำเนินงานของเครือข่ายบรรลุเป้าหมาย การสร้างจิตสำนึกสามารถทำได้โดยการสร้างจิตสำนึกที่ดี กล่าวคือ

                                     1) ให้สมาชิกเครือข่ายมีอิสระในการทำงานในแบบของแต่ละบุคคลให้มากที่สุดหมายถึงให้สมาชิกเป็นผู้ตั้งเป้าหมายในการทำงาน และกำหนดวิธีการที่ทำให้บรรลุเป้าหมายโดยสมาชิกนั้นเป็นผู้ระบุหรือกำหนดขึ้นมาตามสายงานของตนเอง รวมทั้งกระบวนการในการแก้ปัญหา วิธ๊การและเทคนิคในการแก้ไขปัญหา และข้อเสนอแนะต่างๆ ในการทำงาน โดยไม่ขัดแย้งกับกฎเกณฑ์และระเบียบของการทำงานที่ได้กำหนดไว้ร่วมกันก่อนหน้านี้

                                     2) มอบอำนาจให้กับสมาชิกในการตัดสินใจตามกรอบงานที่เขารับผิดชอบ จะเป็นการพัฒนาความมั่นใจและเพิ่มความเคารพนับถือในตัวเอง นั่นเท่ากับเป็นการกระตุ้นให้สมาชิกเครือข่ายเกิดความคิดริเริ่มที่จะทำให้งานสำเร็จไดอย่างไรโดยได้รับความร่วมมือจากสมาชิกอื่นที่เกี่ยวข้อง สำหรับผู้นำเครือข่ายก็จะต้องแสดงออกถึงความเชื่อมั่นต่อสมาชิก โดยการมอบอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบให้อย่างเต็มที่ เพื่อให้เขาได้ทำงานได้สำเร็จลุล่วง

3)  การบริหาร/การจัดการเครือข่ายต้องมีระบบ ที่ระบุถึงความรับผิดชอบอย่างชัดเจน เพื่อให้สมาชิกรับผิดชอบต่อผลการกระทำของตน สมาชิกจะต้องทราบว่าความรับผิดชอบของตนคืออะไร

                        4. การมีส่วนร่วมและการแลกเปลี่ยน การร่วมกิจกรรมของสมาชิกเครือข่ายของสมาชิกจะช่วยส่งเสริมให้เครือข่ายมีพลังในการดำเนินการเพิ่มมากขึ้น และที่สำคัญก็คือการมีส่วนร่วมจะทำให้สมาชิกเกิดความรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย มีหน้าที่และบทบาทสนับสนุนและช่วยดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมาย ดังนั้นการมีส่วนร่วมและการแลกเปลี่ยนจะเป็นกลไกสำคัญให้ที่ผลักดันให้ความเป็นเครือข่ายสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง

                        5. ระบบความสัมพันธ์และการสื่อสาร  การที่สมาชิกเครือข่ายได้ทำงานร่วมกันจะช่วยสร้างให้ทุกฝ่ายได้มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการพบปะสนทนา หรือการสื่อสารผ่านเครือข่ายสื่อทางสังคม(social media) หรือวิธีการอื่น การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันจะสร้างช่วยความผูกพันระหว่างกันของสมาชิกเครือข่ายให้เข้มแข็งเพิ่มมากขึ้น สิ่งนี้จะนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็ง ความยั่งยืน และความมั่นคงให้กับเครือข่ายในระยะยาว


[1] เฉลิมพงศ์ มีสมนัย รองศาสตราจารย์ทางรัฐประศาสนศาสตร์ สาขาวิชาวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

[2] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน นันธิดา จันทร์ศิริ (2015). การจัดการเครือข่ายในกระบวนการนโยบายสาธารณะ. Asian Journal of Arts and Culture, 15(1), 145–153. ค้นคืนวันที่ 22 เมษายน 2565 จากเว็บไซต์https://so06.tci-thaijo.org/index.php/cjwu/article/view/95361

[3] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน สุทิตย์ อาภากโร(อบอุ่น),พระมหา. (2554 ).”เครือข่ายชุมชนกับการพัฒนาท้องที่”.ในเอกสารการสอนชุดวิชา ปัญหาและยุทธศาสตร์การบริหารการปกครองท้องที่.สาขาวิชาวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.นนทบุรี.โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

[4] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน สมพันธ์ เตชะอธิก. (2553).”การพัฒนาระบบองค์กรชุมชนและเครือข่ายทางสังคมเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน” ดุษฎีนิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต.สาขาวิชาพัฒนาสังคม.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยนเรศวร.

[5] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน พิมพวัลย์ ปรีดาสวัสดิ์ และวาทินี บุญชะลักษี. (2536) การวิเคราะห์เครือข่ายสังคม. นครปฐม : สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล.

[6] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในนันทิยา หุตานุวัตร.และณรงค์ หุตานุวัตร.(2546).การพัฒนาองค์กรชุมชน.กรุงเทพฯ : สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)

[7] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน วริศธิ์นันย์ เสือทอง และ ณัฐธยาน์ รังสีธนานนท์.(2564). “การบริหารเครือข่าย” ในเอกสารการสอนชุดวิชา สัมมนาการบริหารการปกครองท้องที่. หน่วยที่ 8 สาขาวิชาวิทยาการจัดการ.มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. นนทบุรี.โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

[8] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน เกียรติพงษ์ อุดมธนะธีระ.(2018). Networking การสร้างเครือข่าย (Networking) รวมข้อมูล. สืบค้นเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2565 จากเว็บไซต์: https://www.iok2u.com/index.php/article/logistics-supply-chain/1326-networking-networking

[9] ดูรายละเอียดในพระมหาสุทิตย์ อาภากโร(อบอุ่น) (2548) “เครือข่าย:ธรรมชาติ ความรู้ และการจัดการ” ในปาริชาติ วลัยเสถียร.( บรรณาธิการ).เครือข่าย:ธรรมชาติ ความรู้ และการจัดการ.กรุงเทพฯ : โครงการเสริมสร้างการเรียนรู้เพื่อชุมชนเป็นสุข,  หน้า 48-50