การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนกลางตามพระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบราชการบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2476 มีลักษณะที่สำคัญดังนี้
1. ได้เริ่มให้มีการจัดระเบียบราชการแผ่นดินออกเป็น 3 ส่วน อันได้แก่ ราชการบริหารส่วนกลาง ราชการบริหารส่วนภูมิภาค และราชการบริหารส่วนท้องถิ่น (มาตรา 4) เป็นครั้งแรก สำหรับราชการบริหารส่วนกลาง ได้แก่ กระทรวงหรือทบวงการเมืองที่มีฐานะเทียบเท่ากระทรวง (มาตรา 5) โดยมีรัฐมนตรีคนหนึ่งว่าการบังคับบัญชาและรับผิดชอบ ซึ่งหากมีพันธกิจมาก อาจมีรัฐมนตรีช่วยว่าการด้วยก็ได้ (มาตรา 6) และกำหนดให้แต่ละกระทรวงจัดระเบียบราชการออกเป็น (1) สำนักงานเลขานุการรัฐมนตรี (2) สำนักงานปลัดกระทรวง และ (3) กรม หรือทบวงการเมือง ซึ่งมีฐานะเทียบกรม (มาตรา 8)
2. ในปีเดียวกันก็ได้ตราพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พุทธศักราช 2476 ซึ่งได้กำหนดให้มีกระทรวงหรือทบวงการเมืองซึ่งมีฐานะเทียบเท่ากระทรวง มีอำนาจหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามกฎหมาย รวม 9 กระทรวง การกำหนดฐานะของกระทรวงให้เป็นทบวงการเมือง ซึ่งในบรรพหนึ่งแห่งกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อันเป็นกฎหมายที่มีมาก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ระบุว่า ทบวงการเมืองเป็นนิติบุคคลอันมีนัยว่าหน่วยงานของรัฐที่เป็นนิติบุคคลมีฐานะทางกฎหมาย ที่จะเป็นคู่สัญญาในทางกฎหมายได้ และมาตรา 112 แห่งกฎหมายว่าด้วยระเบียบราชการบริหารราชการแผ่นดินฉบับนี้ยังระบุว่า กรมซึ่งขึ้นตรงต่อกระทรวงให้มีฐานะเป็นนิติบุคคลด้วยเช่นกัน
3. มีการปรับโอนอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการส่วนภูมิภาค ให้อยู่กับคณะกรมการจังหวัดและคณะกรมการอำเภอแทนที่จะอยู่กับผู้ว่าราชการจังหวัด (ข้าหลวงประจำจังหวัด) และนายอำเภอดังเช่นก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
4. ยกเลิกมณฑลคงเหลือแต่จังหวัดและอำเภอที่เป็นราชการบริหารส่วนภูมิภาค
5. กำหนดราชการบริหารส่วนท้องถิ่นเพิ่มขึ้นอีก 1 รูปแบบ ได้แก่ เทศบาล (ก่อนหน้านี้มีเฉพาะการปกครองท้องถิ่นรูปสุขาภิบาลเท่านั้น)
อนึ่งอาจกล่าวได้ว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้จัดระเบียบราชการบริหารไว้ 3 ส่วน ได้แก่ ราชการบริหารส่วนกลาง ราชการบริหารส่วนภูมิภาค และ ราชการบริหารส่วนท้องถิ่น กล่าวคือ
1) ราชการบริหารราชการส่วนกลาง ประกอบด้วยส่วนราชการที่เป็นกระทรวง ทบวง กรม โดยมีรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบ (เปลี่ยนจากเสนาบดีที่เคยใช้มาแต่เดิมเป็นรัฐมนตรี) ข้าหลวงใหญ่ ข้าหลวงตรวจการ
2) ราชการบริหารส่วนภูมิภาค ประกอบด้วยจังหวัด และอำเภอ (โดยยกเลิกมณฑลต่าง ๆ ที่เคยมีมาแต่เดิม) ราชการบริหารส่วนภูมิภาคในระดับจังหวัดมี กรมการจังหวัด ที่มีหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินในจังหวัด โดยมีข้าหลวงประจำจังหวัดเป็นประธาน ปลัดจังหวัด และหัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัด เป็นกรมการจังหวัด สำหรับการบริหารราชการในระดับอำเภอมี กรมการอำเภอ ทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินในอำเภอนั้น มีนายอำเภอเป็นประธาน ปลัดอำเภอ และหัวหน้าส่วนราชการประจำอำเภอ เป็นกรมการอำเภอ
3) ราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ได้แก่ เทศบาลตำบล เทศบาลเมือง และนครบาล สหเทศบาล ทำหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล และราชการอื่น ๆ ที่จะมอบให้ภายหลัง และไม่ได้กำหนดระเบียบการปกครองเอาไว้อย่างชัดเจน โดยในระยะแรกได้นำกฎหมายลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 มาใช้ก่อน
จากลักษณะการบริหารราชการแผ่นดินดังกล่าวข้างต้นจะพบว่า การจัดระเบียบบริหารราชการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบราชการบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2476 จึงยังไม่ใช่การปฏิรูประเบียบบริหารราชการแผ่นดินอย่างแท้จริง เพราะว่ายังคงเน้นเฉพาะในเรื่องการรวมศูนย์อำนาจไว้ในส่วนกลาง และให้ส่วนภูมิภาคเป็นตัวแทนการใช้อำนาจของส่วนกลาง ซึ่งก็เป็นเพียงแค่การปรับแต่งการบริหารราชการแผ่นดินจากในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้นต่อมาในปี 2495 ได้มีการตราพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2495 ออกมาใช้บังคับ และได้ยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบราชการบริหารแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2476
บรรณานุกรม
พระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พุทธศักราช 2476
พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457
พระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบราชการบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2476
