การกำหนดวัตถุประสงค์ และขอบเขตของโครงงาน

  • Post author:

1. การกำหนดวัตถุประสงค์

การจัดทำโครงการต้องมีกำหนดหรือระบุวัตถุประสงค์ของโครงงานเพื่อให้ผู้อ่านโครงงานทราบถึงเจตรมณ์ของผู้จัดทำโครงงานว่าต้องการจะทำอะไร อย่างไร และด้วยวิธีการใด ซึ่งการกำหนดการกำหนดวัตถุประสงค์ คือ การให้แนวทางหรือทิศทางในการค้นหาคำตอบในหัวข้อโครงงานผู้จัดทำโครงงานต้องการที่จัดทำนั้นเอง ทั้งนี้ผู้จัดทำโครงงานควรแยกวัสตถุประสงค์หลักและวัตถุประสงค์รองอย่างชัดเจน ซึ่งโครงงานที่ดีนั้นควรมีวัตถุประสงค์หลักและวัตถุประสงค์รองรวมกันแล้วประมาณ 3 – 4 ข้อ โดยเขียนเรียงตามลำดับวัตถุประสงค์หลักตามด้วยวัตถุประสงค์รอง

แนวทางในการกำหนดวัตถุประสงค์โครงงาน

          กำหนดวัตถุประสงค์โครงงานในการจัดทำโครงการที่ชัดเจนสามรถทำให้ผู้อ่านโครงงานมีความเข้าใจได้ว่าโครงงานที่ผู้จัดทำครงขึ้นมานั้นคาดหวังผลลัพธ์อะไร และจะได้อะไรจากโครงงานนี้ ดังนั้นผู้จัดโครงงานต้องทำการกำหนดวัสดุประสงค์ที่ชัดเจนขึ้นมาให้ได้ ซึ่งทางในการแนวทางในการกำหนดวัตถุประสงค์โครงงานสามารถสรุปได้ 4 ขั้นตอน ดังแสดงในภาพที่ 3.1

ภาพที่ 3.1 ขั้นตอนในการกำหนดวัตถุประสงค์โครงงาน

จากดังแสดงในภาพที่ 3.1 แนวทางในการแนวทางในการกำหนดวัตถุประสงค์โครงงานสามารถอธิบายในแต่ละขั้นตอนได้มีดังนี้

1. การแยกประเด็น ในการเขียนวัตถุประสงค์นั้นผู้จัดทำโครงานต้องมีการแยกประเด็นให้ออกระหว่างเป้าหมายที่จะทำโครงงานคืออะไร และวิธีการทำโครงงานคืออะไร ทั้งสองประเด็นนี้มีความแตกต่างกัน เมื่อผู้เขียนแยกประเด็นตรงนี้แล้วจะทำให้สามารถเขียนวัตถุประสงค์ในการทำโครงงานออกมาได้

2. ความสอดคล้องของวัตถุประสงค์กับชื่อเรื่อง การเขียนวัตถุประสงค์ของโครงงานผู้เขียนควรนำชื่อเรื่องเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้เกิดความสอดกันกับวัตถุประสงค์อย่างชัดเจน และไม่กำกวมจนทำให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและตีความผิดพลาดได้

3. การคำใช้ขึ้นต้นวัตถุประสงค์ คำว่า “เพื่อ”โดยส่วนใหญ่แล้วจะถุกใช้ขึ้นต้นประโยคแล้วตามด้วยสิ่งที่ผู้เขียนต้องการที่จะทำ หรือหาคำตอบหรือต้องการนำเสนอในโครงงาน

4. การใช้คำในการเขียนวัตถุประสงค์ของโครงงานแต่ละประเภท

1) โครงงานประเภทสำรวจ (survey project)  ในการใช้คำที่จะแสดงให้เห็นถึงสำรวจเกี่ยวกับปัญหาที่สนใจมักมีคำเหล่านี้ เพื่อสำรวจ………./เพื่อสำรวจปัจจัย………./เพื่อสำรวจความพึงพอใจ………./เพื่อการสำรวจพฤติกรรมของ……….

จากตัวอย่าง การสำรวจประเภทและปริมาณของเศษวัสดุก่อสร้างในโครงการก่อสร้างบ้านจัดสรร จะเห็นได้ว่าเมื่อนำคำว่า “การ” ออกไปแล้วและเพิ่มคำว่า “เพื่อ” เข้าไปแทนที่จะทำให้ผู้อ่านทราบได้ว่าวัตถุประสงค์ของโครงงานเรื่องนี้ คือ สำรวจประเภทและปริมาณของเศษวัสดุก่อสร้าง นั้นเอง

2) โครงงานประเภททดลอง (experimental project) ในการใช้คำที่จะแสดงให้เห็นถึงการทดลองเกี่ยวกับปัญหาที่สนใจมักมีคำเหล่านี้ เช่น เพื่อศึกษาปัจจัย เพื่อประยุกต์ใช้แบบจำลอง เพื่อศึกษาเปรียบเทียบ………./ เพื่อศึกษาปัจจัย………./เพื่อการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลกระทบ………./เพื่อศึกษาปัญหา………./เพื่อประเมิน……./เพื่อวิเคราะห์……./เพื่อสังเคราะห์………./เพื่อศึกษา……./ เพื่อศึกษาอิทธิพลที่มีต่อ……….เพื่อทดลอง………./เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีส่งผลต่อ………./เพื่ออธิบายอิทธิพลของ………./เพื่อลดผลกระทบ……..

จากตัวอย่าง การศึกษาปัญหาการใช้งานอาคารที่ก่อสร้างด้วยระบบสำเร็จรูป จะเห็นได้ว่าเมื่อนำคำว่า “การ” ออกไปแล้วและเพิ่มคำว่า “เพื่อ” เข้าไปแทนที่จะทำให้ผู้อ่านทราบได้ว่าวัตถุประสงค์ของโครงงานเรื่องนี้ คือ การศึกษาการศึกษาปัญหาการใช้งานอาคาร นั้นเอง

จากตัวอย่าง การศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการนำระบบสำรวจระยะไกลมาใช้ในงานก่อสร้างอาคารสูงในกรุงเทพมหานคร จะเห็นได้ว่าเมื่อนำคำว่า “การ” ออกไปแล้วและเพิ่มคำว่า “เพื่อ” เข้าไปแทนที่จะทำให้ผู้อ่านทราบได้ว่าวัตถุประสงค์ของโครงงานเรื่องนี้ คือ การศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพล นั้นเอง

3) โครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ์ (development project)  ในการใช้คำที่จะแสดงให้เห็นถึงทดลองเกี่ยวกับปัญหาที่สนใจมักมีคำเหล่านี้ เช่น เพื่อพัฒนาแบบจำลอง ………./เพื่อสร้างต้นแบบ………./ โครงงานประดิษฐ์………./เพื่อนสร้างวัตถกรรม……….

จากตัวอย่าง การพัฒนา Microsoft Excel worksheet เพื่อการประมาณราคางานสะพานขนาดใหญ่ จะเห็นได้ว่าเมื่อนำคำว่า “การ” ออกไปแล้วและเพิ่มคำว่า “เพื่อ” เข้าไปแทนที่จะทำให้ผู้อ่านทราบได้ว่าวัตถุประสงค์ของโครงงานเรื่องนี้ คือ การศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพล นั้นเอง

4) โครงงานประเภททฤษฎี (theory project) ในการใช้คำที่จะแสดงให้เห็นถึงทฤษฎีเกี่ยวกับปัญหาที่สนใจมักมีคำเหล่านี้ เช่น เพื่อประยุกต์ใช้ทฤษฎี……./ เพื่อเปรียบเทียบการวิเคราะห์……./เพื่อเปรียบเทียบการทฤษฎี……./การประยุกต์หลักการ…….

ในการใช้คำที่จะแสดงให้เห็น ถึงสัมพันธ์ การวิเคราห์การสังเคราะห์ วิเคราะห์ของปัญหาที่สนใจ มักมีกลุ่มคำเหล่านี้ เช่น เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ เพื่อประเมิน เพื่อสังเคราะห์ เพื่อเปรียบเทียบ….กับ…….. เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลของ……ที่มีต่อ.. เพื่อศึกษาอิทธิพลที่มีต่อ… ทดลอง เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มี / ส่งผล/อิทธิพล/ผลกระทบ……..

จากตัวอย่าง การประยุกต์ใช้ทฤษฎีเสถียรภาพเชิงลาดดินในงานก่อสร้างคลองชลประทานในพื้นที่ ตำบลบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี จะเห็นได้ว่าเมื่อนำคำว่า “การ” ออกไปแล้วและเพิ่มคำว่า “เพื่อ” เข้าไปแทนที่จะทำให้ผู้อ่านทราบได้ว่าวัตถุประสงค์ของโครงงานเรื่องนี้ คือ ประยุกต์ใช้ทฤษฎีเสถียรภาพเชิงลาดดิน นั้นเอง

2. การกำหนดขอบเขตของโครงงาน

การกำหนดขอบเขตของการศึกษาของโครงงาน หมายถึง การจำกัดเขตพื้นที่ หรือตีกรอบปัญหาที่จะทำการศึกษาให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งผู้จัดทำโครงงานนั้นจะเขียนบอกให้ผู้อ่านทราบว่าจะการศึกษาในครั้งนี้เกิดขึ้นที่ในพื้นที่ใด ปริมาณ จำนวนตัวแปรที่ศึกษามีเท่าไร โดยส่วนใหญ่แล้วในด้านการจัดการงานก่อสร้างจะการกำหนดขอบเขตการศึกษาของโครงงานที่มุ่งเน้นในเรื่องของ พื้นที่ศึกษา รูปแบบการก่อสร้าง ขนาดโครงการก่อสร้าง ลักษณะงานก่อสร้าง ประชากร กลุ่มตัวอย่าง และตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่สนใจ

ข้อดีของการเขียนขอบเขตของการศึกษาที่ชัดเจนเพื่อช่วยให้ผลลัพธ์มีความเป็นปรนัยที่ดียิ่งขึ้นและช่วยให้มีข้อสรุปผลโครงงานมีความเชื่อถือได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งในการเขียนขอบเขตของโครงงานนั้นอาจแบ่งการเขียนได้เป็น 2 แบบคือการเขียนแบบเป็นข้อความรวมๆ และการเขียนแบบเป็นประโยคย่อยๆ

2.1 หลักการเขียนขอบเขตของการศึกษาด้านการจัดการงานก่อสร้าง

1. กำหนดขอบเขตในลักษณะประชากรที่ใช้ในการศึกษา เช่น ประชากรที่ใช้ในการศึกษา/ในครั้งนี้ ได้แก่ โครงการก่อสร้างถนนลาดยางจำนวน……….โครงการ/โครงจัดสรรที่ก่อสร้างด้วยระบบการก่อสร้างแบบหล่อในที่่จำนวนทั้งสิ้น……….โครงการ

2. กำหนดขอบเขตในลักษณะกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา เช่น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาหรือทำการสำรวจ ได้แก่ เป็นวิศวกรโครงการก่อสร้าง จำนวน ………. ท่าน /เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบอาคารจำนวน ………. ท่าน /เป็นผู้จัดการโครงการ ประเภทอาคารสูงทั้งสิ้น……….ท่าน/เป็นผู้ควบคุมงานจำนวน ………. ท่าน

3. กำหนดขอบเขตในลักษณะพื้นที่ใช้ในการศึกษา เช่น ในพื้นที่ศึกษา/กรณีศึกษาในพื้นที่ เช่นตำบล/อำเภอ/จังหวัด/ภาครัฐ/ภาคเอกชน

4. กำหนดขอบเขตในลักษณะรูปแบบงานก่อสร้าง เช่น  ในรูปแบบการก่อสร้าง/กรณีศึกษา เช่น ในโครงการก่อสร้างอาคารสูงเกิน 23 เมตร/ในรูปแบบก่อสร้างด้วยระบบสำเร็จรูป/ในงานก่อสร้างสะพานช่วงยาว/ในงานก่อสร้างถนน