กลยุทธ์การจัดจำหน่ายในยุคนิวนอร์มัล ตอนที่ 3

  • Post author:

การทำการตลาดด้วยเครื่องมือค้นหาบนอินเทอร์เน็ต เป็นกระบวนการในการโปรโมทเว็บไซด์ ธุรกิจหรือสินค้า โดยใช้บริการของเครื่องมือค้นหาบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งสามารถเลือกได้ทั้งที่เป็นบริการฟรีและเสียเงินค่าใช้บริการ ซึ่งช่องทางอินเทอร์เน็ตและเว็บไซต์ นับว่าเป็นช่องทางการจัดจำหน่ายที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ง่ายและสะดวก (ณัฐฐา สมประสงค และกนกพร ชัยประสิทธิ์, 2563) โดยการทำการตลาดด้วยเครื่องมือค้นหาบนอินเทอร์เน็ตอาจจำเป็นต้องใช้ทั้งสองวิธีควบคู่กันไปตามความเหมาะสม และเพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุด การพัฒนาเนื้อหาของเว็บไซต์และโครงสร้างของเว็บไซต์จึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะจะช่วยให้เครื่องมือค้นหาบนอินเทอร์เน็ตสามารถเข้ามาดึงข้อมูลไปทำการวิเคราะห์ เพื่อนำไปใช้ในการจัดอันดับในการแสดงผลการค้นหา (Roberts & Zahay, 2013) ดังนั้น การทำการตลาดด้วยเครื่องมือค้นหาบนอินเทอร์เน็ต จึงต้องมีกลยุทธ์เพื่อให้การทำอันดับของเว็บไซต์สามารถไปแสดงอยู่ในหน้าแรกของผลการค้นหาบนเครื่องมือค้นหาบนอินเทอร์เน็ต (Search engine result pages, SERPs) เรียกว่า Search Engine Optimization (SEO) เพื่อให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายเข้าถึงเว็บไซต์มากที่สุด นอกจากนี้การทำการตลาดด้วยวิธีนี้ช่วยให้ธุรกิจสามารถบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิผล เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการทำการตลาดจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ กลุ่มลูกค้าเป้าหมายคลิกไปยังโฆษณาที่ลิงก์ไปยังหน้าเว็บไซต์ที่กำหนดเท่านั้น เรียกว่า Pay Per Click (PPC) โดยการทำการตลาดด้วยเครื่องมือค้นหาบนอินเทอร์เน็ตมีอยู่ด้วยกัน 2 รูปแบบ ดังนี้ (1) การปรับปรุงโครงสร้างและฐานข้อมูลเว็บเพจเพื่อให้การทำอันดับของเว็บไซต์เพื่อให้ไปแสดงอยู่ในหน้าแรก (Organic reach) ของผลการค้นหาบนเครื่องมือค้นหาบนอินเทอร์เน็ต และ (2) การทำการตลาดแบบชำระเงิน (Paid marketing) และมีค่าใช้จ่ายในแบบ PPC ซึ่งการเลือกใช้รูปแบบไหนในการทำการตลาดด้วยเครื่องมือค้นหาบนอินเทอร์เน็ตขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นทุนในการทำการตลาดและกำไรที่ได้จากการขายสินค้า ส่วนการทำการตลาดในรูปแบบการทำอันดับของเว็บไซต์เพื่อให้เว็บไซต์ไปปรากฎอยู่ในหน้าแรกของผลการค้นหาบนเครื่องมือค้นหาบนอินเทอร์เน็ตหรือการทำการตลาดแบบ SEO เป็นการทำการตลาดที่ไม่มีค่าใช้จ่ายค่าโฆษณาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้เว็บเพจขึ้นไปอยู่หน้าแรกหรืออันดับต้น ๆ ของเครื่องมือค้นหาบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์หรือเพิ่มยอดขายสินค้า ด้วยการใช้เทคนิคของการออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์ เนื้อหา และคำสำคัญ (Keyword) จะเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่มีผลต่อประสิทธิผลของการทำ SEO แต่อย่างไรก็ตามเพื่อให้การทำ SEO ยังคงมีประสิทธิผลในระดับสูง ธุรกิจก็ควรมีการปรับปรุงโครงสร้างเว็บไซต์ เนื้อหาและคำสำคัญให้ทันสมัยเสมอ ดังนั้น ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้จึงถือเป็นต้นทุนหลักของการทำการตลาดแบบ SEO