การใช้ Put Options สำหรับผู้ส่งออก

ถ้าผู้ส่งออกส่งสินค้าไปสหรัฐอเมริกา และมีความเห็นว่าค่าเงิน USD มีแนวโน้มว่าจะแข็งค่าขึ้นกว่าระดับปัจจุบัน (มากกว่าค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่าย) แต่ยังเกรงว่าค่าเงิน USD อาจอ่อนค่าลง จึงต้องการลดความเสี่ยงนี้ ด้วยการซื้อ Put Options หรือซื้อสิทธิที่จะขาย เงิน USD ที่ระดับ Strike Rate ดังนั้น หาก USD อ่อนค่าลงในอนาคต จนต่ำกว่า  Strike Rate ก็ควรเลือกที่จะใช้สิทธิที่จะขาย

การซื้อ Put Options  สำหรับผู้ส่งออก จึงเปรียบเสมือนเป็นการซื้อหลักประกันว่าจะสามารถขายเงิน USD ได้ไม่ต่ำกว่า Strike Rate ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกสามารถขายได้ที่อัตราแลกเปลี่ยนที่สูงกว่านั้น หากอัตราถ้าอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดสูงกว่าอัตราใช้สิทธิ ทั้งนี้ผู้ซื้อออปชันสามารถกำหนด  Strike Rate ได้ แต่ก็จะมีผลกับค่าธรรมเนียมที่จะต้องจ่ายให้แก่ธนาคาร

กล่าวโดยสรุป *** ยิ่ง Strike Rate สูง ค่าธรรมเนียมสำหรับ Put Option จะยิ่งสูง***

ตัวอย่าง บริษัทพุดซ้อน จำกัด ได้ส่งออกข้าวไทยไปสหรัฐอเมริกา โดยจะได้รับเงินจากการส่งออกครั้งนี้ จำนวน USD 1,000,000 ในอีก 3 ดือนข้างหน้า ผู้บริหารของบริษัทฯ ได้ทำการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนของเงิน USD โดยการซื้อพุทออปชัน (Put Options) ที่จะขายเงินดอลลาร์สหรัฐจำนวน USD 1,000,000 ในราคาใช้สิทธิ (Strike Price) USD-THB = 31.25 มีกำหนดระยะเวลาใช้สิทธิ 3 เดือน ธนาคารคิดค่าธรรมเนียม (Option Premium) USD-THB = 0.25  เมื่อครบ 3 เดือน อัตราแลกเปลี่ยนทันที (Spot Rate) USD-THB = 30.65 / 31.45

Rounded Rectangle: บริษัทพุดซ้อน จำกัด ควรเลือกใช้สิทธิที่จะขายเงินตราต่างประเทศ หรือไม่
Text Box: ถ้าใช้สิทธิที่จะขาย (Put Options) :
ขายโดยใช้สิทธิ    $1,000,000 x 31.25     =  31,250,000 บาท
หัก ค่าธรรมเนียม  $1,000,000 x 0.25      =     250,000 บาท
ได้รับเงินสุทธิ	                                   = 31,000,000 บาท
Rounded Rectangle: แต่ถ้าขายในตลาด
=$1,000,000x30.65 = 30,650,000 บาท
หัก ค่าธรรมเนียม        =       250,000 บาท
ได้รับเงินสุทธิ	           =  30,400,000 บาท



Text Box: จะเห็นว่า การใช้สิทธิที่จะขาย จะได้เงินสุทธิ มากกว่า การขายที่อัตราแลกเปลี่ยนในตลาด 
เป็นจำนวนเงิน 600,000 บาท
ดังนั้น ควรเลือกใช้ Put Options