การที่กิจการจะพัฒนาตนเองไปสู่การเป็นบริษัทมหาชนได้นั้น จำเป็นต้องมีระบบการควบคุมภายในที่เข้มแข็ง เพื่อป้องกันปัญหาภายในที่ไม่คาดคิด ตัวอย่างเช่น กิจการโดยทั่วไปที่ไม่มีระบบการควบคุมภายในดีนัก  มักพบว่ามีการใช้บุคลากรผู้เดียวทำหน้าที่หลายอย่าง เนื่องจาก ต้องการความรวดเร็ว สะดวก และประหยัดค่าใช้จ่ายให้ได้มากที่สุด แต่ในทางตรงกันข้าม ก็อาจเป็นช่องทางของการรั่วไหล หรือ การทุจริตต่างๆ เช่น การให้ผู้รับเงิน กับ ผู้รักษาเงินของกิจการเป็นคนๆเดียวกัน หรือ กรณีผู้ขาย กับ ผู้ดูแลสต๊อกสินค้า เป็นคนเดียวกัน เป็นต้น การปฏิบัติเช่นนี้ในธุรกิจทั่วไปนั้น หากได้บุคลากรที่เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ และ มีความซื่อสัตย์ ก็จะทำให้กิจการประสบความสำเร็จ เจริญก้าวหน้า แต่หากเป็นบุคลากรที่มีแนวโน้มเป็นผู้ที่ทุจริต ก็จะทำให้ยากต่อการตรวจสอบ และอาจเกิดความเสียหายต่อธุรกิจในอนาคตได้  หรือ กรณีที่กิจการไม่ได้วางระบบการควบคุมภายในอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น บุคลากรของกิจการเพียงคนเดียวต้องรับภาระทั้งงานขายและการตรวจนับสินค้า ซึ่งเป็นภารกิจที่หนักเกินไปสำหรับบุคลากรเพียงคนเดียว จนทำให้เกิดความละเลยต่อการปฏิบัติงาน การตรวจสอบต่างๆที่ควรจะทำ ซึ่งกว่ากิจการจะพบความเสียหาย หรือ ความผิดปกติก็อาจก่อผลเสียมูลค่ามหาศาลต่อธุรกิจ

ดังนั้นการปรับปรุงการดำเนินงาน หรือ ระบบการควบคุมภายในที่มีประสิทธิภาพ จึงเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญ และ จำเป็นต้องปรับกระบวนการเพื่อให้เกิดความยั่งยืนแก่กิจการในระยะยาว อย่างไรก็ตามการเลือกใช้ระบบการควบคุมภายในนั้น ต้องมีความเหมาะสมกับองค์กร หากมากเกินไปก็ทำให้สูญเสียทรัพยากรที่ต้องลงทุน แต่หากน้อยเกินไปก็จะทำให้มีช่องโหว่และความเสี่ยงต่อความเสียหาย หรือ การทุจริต ดังนั้นผู้บริหารกิจการ หรือ คณะกรรมการ ควรให้ความสำคัญ และ มีมุมมองต่อการควบคุมภายในว่า มีประโยชน์ และมีลักษณะเป็นพลวัต เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยน การควบคุมภายใน ก็ต้องเปลี่ยนให้เหมาะสมตามไปด้วย โดยทั่วไป ระบบการควบคุมภายในจะแบ่งออกเป็น 2 เรื่องใหญ่ ได้แก่

Operational Control  

มีระบบการควบคุมภายในที่เพียงพอต่อการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพ จะป้องกัน หรือ บริหารจัดการความเสี่ยง หรือ ความเสียหายที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี เช่น การจัดทำเอกสารหลักฐานประกอบการทำรายการทางธุรกิจ และ มีการจัดเก็บอย่างเป็นระบบ เพื่อให้มีการตรวจสอบได้ หรือ การกระทบยอดและการสอบทานระบบบัญชีต่างๆ เช่น การตรวจนับสินค้าคงเหลือ เป็นต้น

Management Control

คือ การมีระบบควบคุมด้านการบริหารจัดการในลักษณะของการถ่วงดุล (check and balance) ที่ดี มีการแบ่งแยกอำนาจหน้าที่ของบุคลากร และ ผู้บริหารในแต่ละฝ่ายอย่างชัดเจน เป็นลายลักษณ์อักษร และ มีการปฏิบัติตามที่กำหนดไว้ มีระบบการกำหนดอำนาจอนุมัติที่ชัดเจนและเหมาะสม ซึ่งหากเป็นรายการทางธุรกิจที่มีมูลค่าสูงมาก ควรเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการบริษัท เป็นผู้อนุมัติ

ระบบการควบคุมภายในเป็นเรื่องสำคัญที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ จะพิจารณาซึ่งทำให้บริษัทมหาชนจำเป็นต้องมี Internal Auditor เพื่อเป็นผู้ตรวจสอบภายในกิจการ และรับรองว่าระบบการควบคุมภายในของกิจการที่มีนั้นเพียงพอ และ ครอบคลุมความเสี่ยงของการดำเนินธุรกิจ มีการปฏิบัติตามข้อกำหนดในการควบคุมอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงโครงสร้างการบริหารงานที่มีการตรวจสอบถ่วงดุล  และกิจการมีความตระหนักถึงการควบคุมภายในว่าเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของการดำเนินธุรกิจ

แหล่งอ้างอิงและศึกษาเพิ่มเติม

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย. (2563). Dos & DON’Ts for IPO: คู่มือ IPO เพื่อเตรียมพร้อมในการเข้าจดทะเบียน. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์.

ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ตลาดทุน. (2561). IPO Roadmap Guide Book เส้นทางสู่การเป็นบริษัทจดทะเบียน. กรุงเทพฯ: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย.